วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
บทที่ 8 การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันโลกของอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลให้เราได้ค้นหาอย่างมากมาย ซึ่งจะมีเว็บไซต์ที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้เราเข้าไปค้นหา แต่เราต้องการพิมพ์ชื่อว็บไซต์เหล่านั้นเพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลก็ทำให้เราต้องรู้จัก URL ของเว็บไซต์ต่างๆ เหล่านั้น ทำให้ผู้ใช้ไม่สะดวกในการใช้งาน จึงได้มีผู้สร้างโปรแกรมขึ้นโดยรวบรวมเว็บไซต์ต่างๆ ไว้ โดยจัดไว้เป็นหมวดหมู่ของข้อมูลเหมือนกับห้องสมุดที่มีหนังสือมากมายก็จำเป็นที่ต้องตั้งหมวดหมู่หนังสือเพื่อจะได้จัดหนังสือให้เป็นระเบียบตามหมวดหมู่ ผู้ที่เข้ามาใช้งานก็สามารถหาหนังสือตามหมวดหมู่ที่ต้องการได้ทันที ซึ่งภายในหมวดหมู่นั้นก็จะมีหนังสือหลายๆ เล่มให้เราเลือกเช่นเดียวกับการจัดหมวดหมู่ของว็บไซต์ที่ได้รวบรวมไว้เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยเลือกค้นหาตามหมวดหมู่ หรือ หัวข้อเรื่องที่ตนเองสนใจได้โดยไม่ต้องรู้จัก URL ของเว็บไซต์นั้น เพียงแต่เรากรอกคำหรือหัวเรื่องที่เราต้องการค้นหา เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาในเรื่องเดียวกันก็จะแสดงออกมาวิธีนี้เป็นลักษณะของการใช้เครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า “เครื่องจักรค้นหา” (Search Engine)
เครื่องจักรค้นหา (Search Engine) คือ เครื่องมือ หรือเว็บไซต์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ในการค้นหาข้อมูลและข่าวสารในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เสาวคนธ์ คงสุข, 2544: 198)
ประเภทของการค้นหาข้อมูล
การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภท คือ
Search Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า “Robot” ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการ เพราะได้ระบุคำที่เจาะจงลงไป เพื่อให้ Robot เป็นตัวช่วยในการค้นหาข้อมูล ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมมากเช่น www.google.co.th
Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่
การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามข้อมูลที่คล้ายกัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน นำมารวบรวมไว้ในกลุ่มเดียวกัน
ลักษณะการค้นหาข้อมูลแบบ Search Directories จะทำให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกข้อมูลที่ต้องการค้นหา และทำให้ได้ข้อมูลตรงกับความต้องการ
การค้นหาวิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถเลือกจากชื่อไดเร็กทอรีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการค้นหาและสามารถเลือกที่จะเข้าไปดูว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างได้ทันที เช่นwww.sanook.com
เป็นลักษณะของการค้นหาข้อมูลจากหลายๆ Search Engine ในเวลาเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่เป็น Metasearch จะไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะค้นหาเว็บเพจที่ต้องการโดยวิธีการดึงจากฐานข้อมูลของ Search Site จากหลายๆ แห่งมาใช้ แล้วจะแสดงผลให้เลือกตามต้องการ เช่น www.thaifind.com
การค้นหาโดยใช้ Search Engine
การใช้วิธีการค้นหาข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งรูปแบบในการค้นหาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา หรือที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด”
2. การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเรกทอรี (Directories)
การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา
วิธีการค้นหาข้อมูลในลักษณะนี้ก็คือ การระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด” (Keyword) โดยในเว็บไซต์ต่างๆ ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลจะมีช่องเพื่อให้กรอกคำที่ต้องการค้นหาลงไป แล้วจะนำคำดังกล่าวไปค้นหาจากข้อมูลที่ได้จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของระบบ
วิธีการค้นหาข้อมูลแบบระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือคีย์เวิร์ด
โดยจะเลือกเว็บไซต์ที่ให้บริการในการค้นหาข้อมูลที่เรามักจะเรียกว่า “เว็บไซต์สำหรับ Search Engine” ซึ่งมีเว็บไซต์ต่างๆ หลายเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านนี้ เช่นwww.google.co.th การใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหาข้อมูล เราจะต้องพยายามระบุคำให้ชัดเจนเพื่อจะสามารถให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ หรือให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด
วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่นwww.google.co.th
2. กรอกคำที่ต้องการค้นหาในช่องที่เว็บไซต์ได้กำหนดไว้
3. เว็บไซต์จะค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีคำที่เหมือนกับคำที่เราได้กรอกไว้ในช่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล
4. คลิกเลือกเว็บไซต์ที่ต้องการ เข้าไปค้นหารายละเอียดของข้อมูลต่อไป ดังตัวอย่าง เมื่อคลิกเลือกการศึกษา Education แล้วจะแสงเว็บไซต์ของหัวข้อเรื่องดังกล่าวออกมา
การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเร็กทอรี (Directories)
การให้บริการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้เปรียบเสมือนเราเปิดเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของหนังสือไว้แล้ว และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่ของหนังสือที่ต้องการ ซึ่งภายในหมวดใหญ่นั้นๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อยๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแบ่งประเภทของข้อมูลให้ชัดเจน เราก็สามารถเข้าไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการได้ แล้วก็เปิดเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างในของหนังสือเล่มนั้นๆ วิธีนี้จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีเว็บไซต์มากมายที่ให้บริการการค้นหาข้อมูลในรูปแบบนี้ เช่น
วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบไดเร็กทอรี สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่นwww.sanook.com
2. เลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล เช่น การศึกษา จะแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ดังนี้
โรงเรียน, สถาบันอุดมศึกษา, สถาบันกวดวิชาและสอนพิเศษ, และนะแนวการศึกษา
3. เมื่อคลิกที่หัวข้อเรื่องย่อยที่ต้องการ เช่น สถาบันอุดมศึกษา
4. จะปรากฏหัวข้อเรื่องย่อยของสถาบันอุดมศึกษา ดังนี้
หมวดย่อย
- สถาบัน (5/5)
- มหาวิทยาลัยของรัฐ (5/5)
- มหาวิทยาลัยเอกชน (3/2)
- มหาวิทยาลัยราชภัฏ (6/3)
ทำให้สามารถเลือกข้อมูลได้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุดโดยทำให้ไม่เสียเวลาในการเลือกข้อมูล เพราะได้จัดข้อมูลแบ่งเป็นกลุ่มข้อมูลย่อยๆ
5. นอกจากแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยของข้อมูลแล้วยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกค้นหาข้อมูลอีกมากมาย
เทคนิคในการค้นคว้าข้อมูล
1. การใช้ภาษา การค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งรูปแบบของภาษาไทยนั้นจะเป็นการเขียนประโยคที่ต่อเนื่อง เช่น ขนมไทย ศิลปะ วัฒนธรรมไทย สมุนไพรไทย เป็นต้น แต่การค้นหาด้วยภาษาอังกฤษ จะแตกต่างจากภาษาไทย คือภาษาอังกฤษจะเป็นการแบ่งวรรคของคำ เช่น Thai foodซึ่งถ้าพิมพ์คำนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือ จะแสดงเว็บไซต์ที่มีคำว่า Thai หรือFood หรือThai food ออกมาให้ทั้งหมดทำให้ได้รับข้อมูลมากมายเกินความต้องการ แต่ถ้าต้องการให้คำว่า Thai food เป็นข้อความเดียวกัน ต้องพิมพ์คำดังกล่าวไว้ในเครื่องหมายคำพูด (“ ”) เช่น “Thai food” ซึ่งแปลว่าอาหารไทย เมื่อให้เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลให้ก็จะแสดงเฉพาะเว็บไซต์ที่มีคำว่า “Thai food” เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ข้อมูลที่ต้องการแคบลง ช่วยให้เราสามารถหาผลลัพธ์ที่ต้องการได้เร็วขึ้น
2. ควรบีบประเด็นให้แคบลง หรือใช้คำให้ชัดเจน ตรงประเด็นที่ต้องการผลลัพธ์ให้มากที่สุด เพราะข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมาย ถ้าเราสามารถระบุคำที่ชัดเจนและตรงประเด็นแล้ว จะเป็นการกรองข้อมูลให้กับเราได้ ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ตรงกับความต้องการชัดเจน และสามารถหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เช่น ถ้าต้องการค้นหาข้อมูลของอาหารไทยเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ควรที่จะกำหนดข้อความในการค้นหา คือ “Thai food in Thailand” จะเป็นการกรองข้อมูลให้เราได้ประเด็นที่แคบลง
3. การใช้คำที่มีความหมายเหมือนกันคำในภาษาอังกฤษมีหลายๆคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น world และ earth แปลว่า “โลก” ถ้าต้องการหาคำว่า worldแล้วผลลัพธ์ที่ได้ไม่สามารถหาข้อมูลของคำนี้ได้ เราควรลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน
4. การใช้โอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน เมื่อต้องการเจาะจงในการค้นหาข้อมูล ก็สามารถที่จะนำโอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน มาเป็นเครื่องมือช่วยในการหาข้อมูลได้ เพื่อให้สามารถหาข้อมูลได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด โอเปอเรเตอร์ที่ใช้ คือ AND, OR, AND NOT และเครื่องหมาย +,-
AND “และ” เช่น computer and design ผลลัพธ์ที่ได้จะได้ข้อมูลที่ต้องมีทั้งคำว่า “computer” และ “design” อยู่ด้วยกันเท่านั้น จึงจะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง
OR “หรือ” การใช้คำว่า OR ถ้ามีคำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียวก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดงให้ เช่น computer or design คือ จะมีแต่คำว่า “computer” หรือมีแต่คำว่า“design” หรือมีทั้งคำว่า “computer” และ “design” ก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง การใช้คำว่า OR ช่วยในการหาข้อมูลนั้นทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีขอบเขตกว้างมาก
AND NOT หรือNOT เช่น computer and not design หมายความว่า “ให้ค้นหา ข้อมูลที่มีคำว่า computer แต่ต้องไม่มีคำว่า design มาด้วย” ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อใช้ข้อความนี้ในการค้นหาข้อมูลก็จะแสดงข้อมูลเฉพาะที่มีแต่คำว่าคอมพิวเตอร์เท่านั้น ถ้าข้อมูลใดมีคำว่า “design” อยู่ด้วยจะไม่ดึงเอาข้อมูลนั้นมาแสดง
เครื่องหมาย + หมายความว่า คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องมีคำนั้นอยู่ในเว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า AND
เครื่องหมาย – หมายความว่า คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องไม่มีคำนั้นอยู่ใน เว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า NOT
เช่น + computer – design ข้อมูลที่จะแสดงออกมาจะต้องมีคำว่า computerแต่ไม่มีคำว่า design
รวมเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูล
บทที่ 7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย
การท่องไปในอินเทอร์เน็ตทำให้เราได้พบข้อมูลมากมาย เช่น ไฟล์ข้อมูล โปรแกรม หรือ รูปภาพที่น่าสนใจ ซึ่งเราอาจจะต้องการนำข้อมูลเหล่านี้มาเก็บไว้เพื่อนำไปใช้งานในโอกาสต่อไปซึ่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต่างๆนั้น มักจะอนุญาตให้ผู้เข้าไปเยี่ยมชม สามารถที่จะดึงข้อมูลเหล่านั้นมาเก็บไว้ที่เครื่องของตนเองได้ เพราะส่วนใหญ่ให้บริการฟรี และให้อิสระในการย้ายข้อมูลทำให้เกิดแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
การดาวน์โหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูล โปรแกรม หรือรูปภาพ จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เช่น การดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไวรัสจาก www.sanook.com มาใช้งานที่เครื่องของเรา เป็นต้น
การอัพโหลด (Upload)
การอัพโหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ไปเก็บไว้ยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การสร้างเว็บไซต์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เมื่อต้องการที่จะเผยแพร่ข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็จะส่งข้อมูลเหล่านั้นไปเก็บยังเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่ได้เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า “Web Server”
ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามาจัดแบ่งประเภทของโปรแกรมออกเป็น 4 ประเภท คือ
แชร์แวร์ (Shareware)
แชร์แวร์ (Shareware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งผู้ผลิตโปรแกรมจะให้เราดาวน์โหลดโปรแกรมนี้มาทดลองใช้ โดยจะกำหนหดระยะเวลาในการใช้งาน เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากวันที่เราติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เมื่อครบตามระยะเวลาแล้วโปรแกรมนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้ หรือถ้าใช้งานได้โปรแกรมนี้จะไม่สมบูรณ์ รูปแบบของการใช้งานบางอย่างจะถูกระงับการใช้ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้ในครั้งต่อไป โปรแกรมจะถามหมายเลขลงทะเบียน ซึ่งถ้าผู้ใช้พึงพอใจในการทำงานของโปรแกรมก็สามารถทำการสั่งซื้อโปรแกรม เพื่อนำมาใช้งานได้ ผู้ผลิตโปรแกรมก็จะให้หมายเลขลงทะเบียนโปรแกรมแก่ผู้ที่ทำการสั่งซื้อ เมื่อเราได้ป้อนหมายเลขลงทะเบียนของโปรแกรมถูกต้องเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมซึ่งเป็นแชร์แวร์ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรแกรมจริง ซึ่งมีคุณสมบัติที่สมบูรณ์ในการใช้งานได้ทันที
ตัวอย่าง โปรแกรม SWISH V2 เป็นโปรแกรมแชร์แวร์ที่ให้ทดลองใช้จะไม่สามารถเปิดโปรแกรมนี้ขึ้นมาใช้งานได้ เพราะการเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานจะถามหา Site Key เพื่อให้กรอกหมายเลขลงทะเบียน ซึ่งจะต้องสั่งซื้อโปรแกรมจากผู้ผลิตจึงจะให้หมายเลขของ Site Key แล้วก็จะสามารถทำงานได้ต่อไป
เดโมแวร์ (Demoware)
เดโมแวร์ (Demoware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ แต่จะถูกกำจัดขอบเขตของการใช้งาน ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบเต็มอาจจะมีเมนูสำหรับการใช้งาน 5 เมนู แต่โปรแกรมเดโมแวร์นั้นอาจจะเปิดให้เราสามารถใช้งานได้เพียง 2 เมนู เป็นการให้ทดลองใช้เพียงบ่างส่วนของโปรแกรม แต่ลักษณะของโปรแกรมแชร์แวร์นั้นจะให้เราสามารถใช้งานได้ครบทุกส่วนของโปรแกรมแต่กำหนดระยะเวลาในการทดลองใช้งาน ซึ่งถ้าเราต้องการจะใช้งานจริงของโปรแกรมประเภทนี้จะต้องสั่งซื้อโปรแกรม จากผู้ผลิตต่อไป
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beta Software)
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beta Software) บางครั้งอาจเรียกว่า โปรแกรมรุ่นอัลฟา (Alfa Software)ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบนี้ จะเป็นโปรแกรมรุ่นที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์ ผู้ผลิตโปรแกรมมักจะนำโปรแกรมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นี้มาทดลองใช้งาน และเมื่อมีปัญหาใดในการใช้งาน ก็ให้ผู้ใช้แจ้งกลับไปยังผู้ผลิตเพื่อนำไปปรับปรุงโปรแกรมต่อไป ซึ่งเปรียบเสมือนให้ผู้ใช้โปรแกรมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม โปรแกรมลักษณะนี้เมื่อเราดาวน์โหลดมาใช้งานแล้วอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานมากมาย หรือบางครั้งนำมาติดตั้งเพื่อใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราแล้วไม่สามารถลบออกจากหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนที่จะนำโปรแกรมเหล่านี้มาใช้งาน
โปรแกรมฟรี (Freeware)
บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีโปรแกรมมากมายที่ให้บริการฟรี ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ หรือบางเว็บไซต์ก็จะเป็นตัวกลางที่ช่วยรวบรวมโปรแกรมฟรีเหล่านี้มาไว้ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมฟรีเหล่านี้อาจจะมีคุณสมบัติในการทำงานได้ดีเช่นเดียวกับโปรแกรมที่มีการสั่งซื้อขายขายทั่วๆไป เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการ Liunx ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้นำมาเป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือโปรแกรม PHP ซึ่งเป็นโปรแกรมฐานข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมฟรีอีกมากมาย ทั้งโปรแกรมของไทยและโปรแกรมของต่างประเทศ ซึ่งสามารถหาดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทั่วๆ ไป
ขั้นตอนของการดาวน์โหลด
สามารถจัดแบ่งรูปแบบของการดาวน์โหลดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ
การดาวน์โหลดประเภทไฟล์ข้อมูล
บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มีไฟล์ข้อมูลต่างๆ มากมาย โดยอาจจะถูกจัดเก็บไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น หรือมีเว็บไซต์หลายๆ เว็บไซต์ที่มักจะรวบรวมโปรแกรมที่นิยมไปเก็บเพื่อให้สมาชิก หรือผู้ขอใช้บริการสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทำให้ สามารถค้นหาไฟล์ที่ต้องการได้รวดเร็ว เช่น www.thaiware.com, www.hunsa.com เป็นต้น ซึ่งไฟล์ข้อมูลจะประกอบด้วย ไฟล์โปรแกรม ไฟล์เกม และไฟล์ประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย
ตัวอย่าง การดาวน์โหลดโปรแกรม Loy Dict 2005 จากเว็บไซต์ www.kapook.com
สามารถดำเนินการดาวน์โหลดได้ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. พิมพ์ www.kapook.com ในช่อง Address
2. เลือกโปรแกรมที่ต้องการดาวน์โหลด
3. เมื่อค้นหาโปรแกรมที่ต้องการดาวน์โหลดได้เรียบร้อยแล้ว ภายในรายละเอียดของโปรแกรมจะแสดงตำแหน่งของการดาวน์โหลดเพื่อให้ผู้ใช้คลิกเลือก และโปรแกรมจะทำการดาวน์โหลดให้ทันที
4. เมื่อคลิกที่ Download แล้ว จะแสดงหน้าต่าง File Download เพื่อให้เลือก ถ้าเราต้องการเพียงแค่เปิดข้อมูลนั้นขึ้นมาดูเท่านั้น ให้เลือก Open แต่ถ้าต้องการบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วย ให้เลือก Save
5. เมื่อคลิกเลือกที่ Save เพื่อบันทึกข้อมูลที่ดาวน์โหลดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา สิ่งที่ต้องกำหนดต่อไปคือ ตำแหน่งที่จะนำข้อมูลนี้ไปเก็บไว้ในช่อง Save in:
6. เริ่มทำการดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ในตำแหน่งที่กำหนดให้ โดยจะแสดงลักษณะสถานะของการดาวน์โหลดตั้งแต่เริ่มต้นจนประทั้งดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จที่หน้าต่าง File Download เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในระหว่างดาวน์โหลดจะแจ้งให้ผู้ใช้ได้ทราบได้ทราบถึงข้อผิดพลาดนั้นด้วย เพื่อยกเลิกการดาวน์โหลด หรือจะทำการดาวน์โหลดใหม่อีกครั้ง
7. เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกเลือก
Open : เพื่อเปิดดูข้อมูล หรือโปรแกรมที่ได้ดาวน์โหลดไว้
Open Folder : เพื่อเปิด Drive และโฟลเดอร์ที่จัดเก็บข้อมูล หรือโปรแกรมที่ได้ดาวน์โหลดไว้
Close : ปิดหน้าต่างการดาวน์โหลด
8. เมื่อดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานได้ในลำดับต่อไป
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพสามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์ชนิดรูปภาพบันทึกเป็นภาพ Background บันทึกเป็นภาพ Desktop Item เป็นต้น
วิธีการบันทึกรูปภาพสามารถทำตามขั้นตอน ต่อไปนี้
1. เมื่อเราคลิกที่รูปภาพแล้วปรากฏสัญลักษณ์นี้ แสดงว่าเราสามารถบันทึกรูปภาพชนิดนี้ได้ โดยคลิกที่
2. หรือเมื่อเร่าคลิก Mouse ด้านขวา จะปรากฏเมนูขึ้น ให้เลือกที่ Save Picture As:
3. จะปรากฏหน้าต่าง Save Picture เพื่อกำหนด Drive และโฟลเดอร์ ที่ Save in เพื่อบอกตำแหน่งที่ต้องการบันทึกรูปภาพ
4. กำหนดชื่อของรูปภาพ หรือจะใช้ชื่อเดิมของรูปภาพที่จะปรากฏให้เห็นในช่อง File name ก็ได้
5. Save as type: คือ นามสกุลของรูปภาพ
6. เมื่อต้องการนำรูปภาพไปเป็นภาพ Background บนหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกที่ Set as Background
7. เมื่อเลือก Set as Desktop Item… จะปรากฏข้อความเพื่อถามความแน่ใจ เพื่อจะทำรูปภาพเป็น The Active Desktop ที่จะปรากฏบนหน้าจอ Desktop
8. เมื่อเลือกที่ E-mail Picture จะเป็นการส่งรูปภาพต่อไปให้เพื่อนทางอีเมล์ ซึ่งเราสามารถกำหนดขนาดของรูปภาพที่ต้องการจะส่งให้มีขนาดเล็ก เพื่อทำให้การส่งรูปภาพทำได้รวดเร็วขึ้น โดยคลิกที่ Make all my pictures smaller
9. แต่ถ้าต้องการให้รูปภาพมีขนาดเท่ากับขนาดของภาพจริง ให้คลิกที่ Keep the originals sizes โดยจะปรากฏหน้าต่าง Send Pictures via E-mail
10. จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้กำหนดที่อยู่ของผู้รับ เพื่อส่งอีเมลได้ทันที
ไฟล์นามสกุล ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต
| ||
นามสกุล
|
ชนิดไฟล์
|
โปรแกรมที่ใช้เปิดไฟล์
|
.avi
.bmp
.com
.doc
.dat
.exe
.gif
.jpg
.mpg
.pdf
.rm
.txt
.zip
|
ไฟล์วีดีโอ
ไฟล์ภาพแบบ Bitmap
ไฟล์โปรแกรมในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
ไฟล์เอกสาร Word
ไฟล์ภาพยนตร์ในวิดีโอซีดี
ไฟล์โปรแกรมในเครื่อง PC
ไฟล์ภาพแบบ Graphic
Interchange Format
ไฟล์ภาพแบบ Joint Photo
Graphic Experts Group
ไฟล์วิดีโอ
ไฟล์เอกสารแบบ pdf
ไฟล์ Real Audio
ไฟล์อักษรธรรมดา
การบีบอัดข้อมูล
|
โปรแกรม Windows Media Player
โปรแกรม Paint และ Photoshops
เปิดโปรแกรมโดย Double Cilck ที่ไฟล์
โปรแกรม Microsoft Word
โปรแกรม Windows Media Player
เปิดโปรแกรมโดย Double Cilck ที่ไฟล์
โปรแกรม Paint และ Photoshops
โปรแกรม Photoshops และ ACDSee และ Internet Explorer
โปรแกรม Windows Media Player
โปรแกรม Adobe Acrobet Reader
โปรแกรม Read Player
โปรแกรม Notepad และ Microsoft Word
โปรแกรม Winzip
|
การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นที่จะต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น เราสามารถสังเกตได้ว่าไฟล์ใดที่ใช้วิธีการบีบอัดข้อมูลมา โดยดูได้จากนามสกุลของไฟล์นั้นจะมีนามสกุล .zip เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาแล้วจะต้องทำการขยายไฟล์ข้อมูลก่อนจึงจะสามารถอ่านข้อมูล หรือนำไปใช้งานได้ โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการขยายไฟล์ คือ
โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
1. Wizard จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนตามที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
2. Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการ
การติดตั้งโปรแกรม Winzip
1. เลือกสัญลักษณ์ของการติดตั้งโปรแกรมแล้วดับเบิ้ลคลิก
2. ปรากฏหน้าต่าง Winzip Setup เลือกคลิกที่ Setup เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม
3. แสดงสถานะของการขยายไฟล์ข้อมูล SETUP.WZ
4. กำหนด Drive และโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมเมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยปกติจะถูกกำหนดขึ้นมาให้ แต่ถ้าต้องการที่จะเลือกตำแหน่งของการจัดเก็บโปรแกรมใหม่ให้คลิกที่ Browes.... เพื่อกำหนด Drive และโฟลเดอร์ใหม่ตามต้องการ
5. คลิกที่ OK
6. แสดงสถานะกำลังติดตั้งโปรแกรม
7. เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้วปรากฏหน้าต่าง Setup Complete ให้คลิกที่ OK ซึ่งจะมีหน้าต่างๆ Setup Complete ทั้งหมด 2 หน้าต่าง
8. แสดง Wizard ของโปรแกรม Winzip คลิกที่ Next
9. แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกที่ yes เพื่อยอมรับในเงื่อนไข
10. คลิกที่ Next
11. กำหนดให้เลือกรูปแบบการใช้งานของโปรแกรม Winzip คือ แบบ Classic หรือ แบบ Wizard แล้วให้เลือก Next
12. คลิกที่ Next --> Finish
13. เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรม Winzip เรียบร้อยแล้ว จะสัญลักษณ์ของโปรแกรมอยู่ที่หน้าจอ Desktop เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม หรือคลิกขวาที่ข้อมูลที่ต้องการใช้งานโปรแกรม Winzip (สามารถดูวิธีการใช้โปรแกรมจากหัวข้อการขยายและการบีบอัดไฟล์ข้อมูล)
การขยายไฟล์ข้อมูลด้วย Winzip
1. คลิกขวาที่ไฟล์ที่มีนามสกุล .zip
Extract to here : ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟล์เดอร์ที่ได้จัดเก็บ
ไฟล์ข้อมูล Zip อยู่
Extract to folder : ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟล์เดอร์ที่อยู่ขณะนี้ พร้อม
ทั้งสร้างโฟล์เดอร์ย่อยในชื่อเดียวกับไฟล์ Zip
3. ให้กำหนด Drive และโฟล์เดอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ได้ขยายไฟล์แล้ว
4. คลิกที Extract
5. จะปรากฏชื่อไฟล์ที่ได้ทำการขยายไฟล์ข้อมูลอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว
การบีบอัดไฟล์ข้อมูลด้วย Winzip
1. คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการจะทำการบีบอัดข้อมูล
2. เลือกที่ Winzip--> Add to Zip file...
3. คลิกที่ New
4. เลือก Drive และโฟล์เดอร์ที่ต้องการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลที่ช่อง Save in : พร้อมทั้งตั้งชื่อไฟล์ Zip ที่ช่อง File name :
5. แสดงสถานะในขณะทำงานของโปรแกรม Winzip
6. แสดงรายละเอียดของไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้ทำการยบีบอัดข้อมูล
7. เมื่อกลับไปดูที่ Drive และโฟลเดอร์ที่ได้กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล จะปรากฏไฟล์ Zip ที่สร้างใหม่ดังรูป
การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซื่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลและเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด (Upload) โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทันที ในที่นี้ขอแนะนำวิธีในการขอพื้นที่สร้างโฮมเพจจาก www.thcity.com โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. พิมพ์ www.thcity.com ที่ Address
2. คลิกที่ลงทะเบียนฟรีเว็บ
3. จะปรากฏข้อตกลงในการใช้ฟรีโฮมเพจ เมื่อได้อ่านข้อตกลงแล้วให้กำหนด User ID และ Password แล้วให้คลิกที่ลงทะเบียน
4. จะปรากฏหน้าต่าง Auto Complete เพื่อถามว่าต้องการที่จะทำให้จำ Password ไว้หรือไม่ถ้าเข้ามาใช้ในครั้งต่อไป
5. จะปรากฏชื่อ URL ที่ทางเว็บไซต์ให้แก่เรา
6. ให้กรอกข้อมูลของผู้ใช้ (User) พร้อมทั้งคลิกที่ยืนยันการกรอกข้อมูลส่วนตัว
7. จะปรากฏข้อความแสดงการรับเข้าเป็นสมาชิก โดยจะแสดง URL, หมายเลขสมาชิกชื่อ User สำหรับการ Login เพื่อขอใช้บริการในเว็บไซต์
8. การ Login เพื่อขอใช้บริการจะต้องกำหนด User/Domain และรหัสผ่านที่ได้กำหนดไว้ในการลงทะเบียน แล้วคลิกที่ล็อกอิน
9. เมื่อล็อกอินเข้าไปในระบบแล้วทางเว็บไซต์จะแจ้งชื่อ Host และหมายเลข IP Address ของเว็บไซต์ เพื่อใช้ในการติดต่อโดยใช้โปรแกรม WS-FTP ในการอัพโหลดข้อมูลต่อไป
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
โปรแกรม WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด (Upload) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงได้ทำการติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน ดังต่อไปนี้
การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1. คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2. เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3. คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4. แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept...เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
5. กำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6. กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7. แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8. แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9. คลิกที่ Finish เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรมโดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1. ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2. ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย (Server) เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย เช่น Kulrapee แล้วคลิกที่ Next
3. ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อให้กำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เราต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้ เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ Next
4. User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ไว้กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือผู้ให้บริการด้านอินเตอร์เน็ต (ISP) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ หรือการขอพื้นที่ฟรีก็ตาม
5. Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของการติดต่อให้เลือก FTP แล้วคลิกที่ Next
6. Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย (Server) รวมทั้ง User Name และ Password ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนข้างต้น คลิกที่ Finish
การอัพโหลดข้อมูล (Upload)
หลังจากที่ได้ขอพื้นที่ในการเก็บโฮมเพจของเราผ่านทางเว็บไซต์ www.thcity.com ต่อมาก็ได้ทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP รวมทั้งการกำหนดค่าเพื่อโปรแกรม WS-FTP และขั้นตอนต่อไปก็คือ การอัพโหลด (Upload) ข้อมูลของโฮมเพจผ่านทางเว็บไซต์ที่ขอให้บริการ สามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังต่อไปนี้
1. ดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม WS-FTP ที่หน้าจอ Desktop
2. จะปรากฏหน้าต่างแรก คือ Tip of the Day ถ้าเราต้องการที่จะอ่านต่อไป ให้เลือกที่ Next Tip แต่ถ้าไม่ต้องการอ่านให้เลือก Close
3. ลำดับต่อมาจะปรากฏหน้าต่างของการอัพโหลด (Upload) ข้อมูล ซึ่งจะสังเกตได้ว่าข้อมูลที่ปรากฏในช่อง Address, User ID, Password จะปรากฏให้เราโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรม WS-FTP ด้านล่างหน้าต่างจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ด้านซ้ายมือ เปรียบได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
ด้านขวามือ เปรียบได้กับเครื่องแม่ข่าย (Server) ของ www.thcity.com
เมื่อเริ่มต้นการใช้งานครั้งแรก ด้านขวามือยังว่างเปล่า ให้คลิกที่ Open a Remote connection
4. จะปรากฏ Site Manager ที่ได้ตั้งไว้แล้ว ให้คลิกที่ชื่อของ Sites--> Connect
5. ด้านขวามือจะปรากฏชื่อของ Site ที่ได้เลือกในการต่อติดเพื่อรอรับข้อมูลที่เราจะอัพโหลด (Upload) จากด้านซ้ายมือโดยใช้วิธีคลิกที่ลูกศรซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝั่ง เพียงเท่านี้ก็เป็นการอัพโหลดข้อมูลจากเครื่องของเราไปไว้ที่เครื่องแม่ข่ายที่เราได้ขอพื้นที่ในการเก็บข้อมูลไว้
6. เมื่อคลิกที่ Connect จะสามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าต่างๆ คือ
Connection Wizard : การกำหนดค่าเพื่อนใช้งานในโปรแกรม WS-FTP
Site Manager : กำหนด Site สำหรับการจัดเก็บข้อมูลในฝั่งเครื่องแม่ข่าย
7. หรือ เมื่อคลิกที่ Connection Wizard เพื่อต้องการเปลื่ยนแปลงการกำหนดค่าสำหรับการใช้งานในโปรแกรม WS-FTP
เว็บไซต์ที่ให้พื้นที่สร้างโฮมเพจฟรี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








